Home » » แทบทรุด!!! สาวน้ำตาตกกลางโรงพัก เผยแค่เก็บไว้ดู ตอนนี้อายจนแทบไม่กล้าออกจากบ้าน

แทบทรุด!!! สาวน้ำตาตกกลางโรงพัก เผยแค่เก็บไว้ดู ตอนนี้อายจนแทบไม่กล้าออกจากบ้าน

Written By Best Newsth on Thursday, April 12, 2018 | 11:30 PM




จากกรณีที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊กที่ได้โพสต์แบบสาธารณะ เป็นภาพหญิงสาวเปลือยกายล่อนจ้อน นอนและยืนถ่ายรูปกลางสะพานเทพสุดา ข้ามเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ พร้อมโพสต์ข้อความว่า “จังหวะเปิดแชทขึ้นมาล่ะเจอแบบนี้ มู่กุแต่ล่ะคน #ทีมเวิร์ค. 55555” ทำให้ผู้คนที่เห็นโพสต์ดังกล่าว ต่างวิจารย์กันถึงความไม่เหมาะสมกับโพสต์ และต่างแชร์และคอมเมนท์กันอย่างแพร่หลาย จนล่าสุดจากการตรวจสอบโพสต์ดังกล่าว ไม่สามารถเห็นโพสต์แล้ว สาเหตุอาจเกิดจากเจ้าของโพสต์ได้ลบโพสต์หรือปิดบัญชีของตนเองไปแล้ว

ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเกิดเหตุนายไกรสร กองฉลาด ผวจ.กาฬสินธุ์ กำชับให้ พล.ต.ต.มนตรี จรัลพงศ์ ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ เร่งติดตามตัวหญิงสาวที่แก้ผ้าเปลือยกายและผู้ที่ถ่ายภาพแล้วนำไปโพสต์อย่างเร่งด่วน กระทั่ง พ.ต.อ.ประยุทธ อรัญโชติ ผกก.สภ.สหัสขันธ์ พร้อมด้วยชุดสืบสวนสภ.สหัสขันธ์ ลงพื้นที่สืบหาตัวผู้กระทำเรื่องดังกล่าวจนทราบตัวหญิงสาวที่แก้ผ้านั้น ซึ่ง อายุ 22 ปี และเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 ของมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในภาคอีสาน แต่เป็นคนชาว อ.เมืองกาฬสินธุ์ และผู้ที่เป็นคนถ่ายภาพเป็นนักศึกษาชาย อายุ 23 ปี อยู่มหาวิทยาลัยเดียวกัน และเป็นชาว อ.สหัสขัน จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งทั้งสองคนเป็นเพื่อนสนิทกัน โดยเจ้าหน้าที่นำตัวมาสอบถามถึงสาเหตุที่แก้ผ้าและถ่ายภาพ โดยมีนายไกรสร พล.ต.ต.มนตรี และพ.ต.อ.ประยุทธ ร่วมกันสอบถาม

พล.ต.ต.มนตรี กล่าวว่า จากการสอบถามเบื้องต้นเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเวลาประมาณ 22.30 น.ของวันที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งทั้งสองคนเป็นเพื่อนสนิทกัน ได้ขับรถยนต์ไปยังสะพานเทพสุดา และจอกรถไว้ข้างทาง จากนั้น ลงจากรถและหญิงสาวก็ได้แก้ผ้า โดยมีเพื่อนชายเป็นผู้ถ่ายภาพเก็บไว้ เนื่องจากเห็นว่าช่วงเวลาดังกล่าวไม่มีคนและรถผ่านไปมา อีกทั้ง ยังบรรยากาศดี ต้องการถ่ายภาพเก็บไว้เท่านั้น ทั้งนี้ ทั้งสองคนบอกว่าสาเหตุที่ทำลงไปไม่ได้เมาและดื่มสุรา แต่เป็นความคึกคะนองและรู่เท่าถึงการณ์ เพราะไม่รู้ว่าภาพที่ถ่ายเก็บไว้หลุดออกจากโทรศัพท์จนไปอยู่ในโลกโชเชียลได้อย่างไร

ด้าน พ.ต.อ.ประยุทธ กล่าวว่า สำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้นักศึกษาทั้งสองคนได้ฝากขอโทษพี่น้องชาวกาฬสินธุ์ทุกคนกับสิ่งที่กระทำลงไป ซึ่งเป็นความคึกคะนอง แต่ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงภาพลักษณ์ที่ดีของเมืองแห่งการท่องเที่ยว โดยเฉพาะ อ.สหัสขันธ์ แต่ในส่วนของคดีจะต้องว่ากันไปตามกฎหมาย โดยเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหากระทำการอันควรขายหน้าโดยเปิดเผยส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย โดยมีโทษปรับม่เกิน 5,000 บาท ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ปรับเป็นเงินจำนวน 1,000 บาท ก่อนปล่อยตัวไป

ขณะที่นายไกรสร ได้ฝากถึงพ่อแม่ผู้ปกครอง ซึ่งต้องหมั่นดูแลเอาใจใส่บุตรหลายอย่างให้ชิด โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพราะครอบครัวถือเป็นด่านแรกที่จะต้องช่วยกันเหตุที่เกิดขึ้น เช่นครอบครัวต้องช่วยกันห้ามเวลาดื่มสุราแล้วอย่าขับรถ ซึ่งเหตุเหตุการณ์นี้เป็นสิ่งที่เตือนใจพี่น้องประชาชนชาวกาฬสินธุ์ที่จะต้องช่วยกันพัฒนาบ้านเมืองไปสิ่งที่ดีๆตามสโลแกนสร้างสรรค์ที่กาฬสินธุ์ ซึ่งสิ่งดีๆเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ไม่ใช้ใครที่ไหน แต่ต้องเป็นความร่วมมือของพี่น้องชาวกาฬสินธุ์ทุกคน